วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สกาย(อ.1) ซ้อมแถวเมื่อเช้า...








วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อะไรกันนี่..พี่น้อง...

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ขำๆกัน..วันละนิด(32)...

     ในหมู่บ้านทางภาคอีสานแห่งหนึ่ง มีเด็กชายที่ฉลาดและใฝ่รู้ ชื่อหนูจุ่นเป็นนักเรียนชั้นประถม ที่เรียนดี และเป็นลูกที่ดีของพ่อจวน ในวันแรกของการปิดภาคเรียนฤดูร้อน หนูจุ่นก็เดินหน้าระรื่นไปบอกกับพ่อจวนว่า..





หนูจุ่น: พ่อจ๋า ผมได้งานพิเศษทำในช่วงวันหยุดปิดเทอมแล้วหล่ะ
(เจ้าจุ่นทำหน้าอมยิ้ม ที่แฝงไปด้วย ความภาคภูมิใจ)

พ่อจวนพยักหน้ายิ้มและถามว่า
พ่อจวน: แล้วเอ็งจะไปทำงานพิเศษอะไร กับใครหรือว่ะ ไอ้จุ่น

หนูจุ่นหัวร่อกิ๊กๆแล้วตอบว่า
หนูจุ่น: น้ากำนัลเขาจ้างหนูไปกวาดใบไม้แห้งที่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านของแกจ๊ะ ต้นละตั้ง 5 บาทแน่ะ ดีไหมจ๊ะพ่อ

พ่อจวนโบกมือไหวๆ ไล่หนูจุ่นออกไปและยิ้มอย่างมีความสุข เจ้าจุ่นก็ออกวิ่งตั๊กๆหายไปสักพัก เวลาล่วงไป ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เจ้าหนูจุ่น ก็วิ่งตื๋อกลับมาบ้าน หน้าบานพร้อมชูเงินใบแดงๆ ใบละ100 บาทหร๋ามาด้วย 

 หนูจุ่น: พ่อ..พ่อจ๋า หนูกลับมาแล้วจ้า

พ่อจวนมองดูหนูจุ่นอย่าง งงๆ และเห็นเงินใบแดงๆมาด้วย จึงตะโกนถามไปว่
พ่อจวน: โอ้โฮ..เอ็งได้เงินมายังไงหาไอ้จุ่น ถึงได้เงินมาตั้ง 100 บาท สงสัยเอ็งไม่ต้องกวาดใบไม้ตั้ง 20 ต้นหรือวะไอ้จุ่น

หนูจุ่นยิ่มจนปากจะฉีกด้วยความภูมิใจก่อนจะตอบไปว่า
หนูจุ่น: ป่าวจ่ะพ่อ หนูไปกวาดใบไม้แห้งใต้ต้นไม้ที่ลานหน้าบ้านแค่ต้นเดียวเอง

พ่อจวนทำหน้าตาตื่นๆ
พ่อจวน: อะไรกันวะ ท่านกำนัลเขาใจดีให้เงินเอ็งกวาดต้นไม้ต้นเดียวตั้ง 100 บาทเชียวหรือวะ

หนูจุ่น: ป่าวจะพ่อ ตอนที่ผมกำลังกวาดใบไม้ไม่นาน หมาของน้ากำนัลก็วิ่งมากัด น้ากำนัลเลยให้เงินมา 100 บาทปลอบใจ ดีมั๊ยพ่อ ได้เงินมาแบบไม่ต้องเหนื่อยเลย

เด็กน้อย(หลานไบโอม)ยิ้มหวาน..ตาหวานแป๋วเลยครับ...








วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สตีเฟน พอล จอบส์ (Steven Paul Jobs) พูดไว้ว่า...

     9 คำพูดที่ดีที่สุดที่คัดเลือกมานี้ จะช่วยให้คุณทำงานได้สำเร็จตามสไตล์ซีอีโอแสนล้าน..



1. สตีฟ จอบส์ พูดว่า "นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้นำและผู้ตาม"
นวัตกรรมหรือ วิธีการใหม่ เป็นสิ่งไร้ขีดจำกัด มีเพียงจิตนาการเท่านั้นที่มีขอบเขต ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องคิดนอกกรอบ ถ้าคุณทำงานในภาคธุรกิจที่กำลังเติบโต ต้องรู้จักคิดหาทางทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ลูกค้าพอใจ และอยากจะทำธุรกรรมด้วย แต่ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจที่กำลังหดตัว ต้องรีบออกมาจากธุรกิจนั่นโดยเร็ว และเปลี่ยนแปลงก่อนที่คุณจะกลายเป็นคนตกยุค ตกงาน หรือธุรกิจล่มสลาย และต้องจำไว้เสมอว่า คุณจะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวนี้!

2. สตีฟ จอบส์ พูดว่า "จงเป็นคนที่มีคุณภาพสูง คนบางคนไม่เคยชินกับการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาดหวังความเป็นเลิศ"
ไม่มีหนทางลัดสู่ความเป็นเลิศ คุณจะต้องตั้งใจและให้ความสำคัญ ใช้ความสามารถ ทักษะ และพรสวรรค์ที่มี พยายามทำให้มากกว่าคนอื่น มีมาตรฐานสูงกว่า และใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ความเป็นเลิศไม่ใช่เรื่องยาก แต่คุณต้องลงมือทันที แล้วคุณจะประหลาดใจในสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต

3. สตีฟ จอบส์ พูดว่า "วิธีเดียวที่จะทำงานให้ได้ผลดีเยี่ยม คือ คุณต้องรักในสิ่งที่ทำ ถ้าคุณยังไม่เจอสิ่งที่รักในตอนนี้ จงมองหาไปเรื่อยๆ อย่าด่วนสรุป เพราะมันเป็นเรื่องของหัวใจ คุณจะรู้ได้เอง เมื่อเจอสิ่งที่รัก"
จงทำในสิ่งที่รัก มองหาอาชีพการงานที่ทำให้คุณมีจุดประสงค์ ทิศทาง และความพึงพอใจในชีวิต เมื่อคุณมีเป้าหมายและพยายามไปให้ถึง มันจะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมาย ทิศทาง และความพอใจ ซึ่งไม่เพียงช่วบให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว แต่ยังจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญอุปสรรค

4. สตีฟ จอบส์ พูดว่า "คุณก็รู้ว่า อาหารส่วนใหญ่ที่เรากิน เราไม่ได้ผลิตด้วยตัวเราเอง เราสวมใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นผลิต เราพูดภาษาที่คนอื่นพัฒนาขึ้น เราใช้คณิตศาสตร์ที่คนอื่นค่อยๆ ปรับปรุงมาเรื่อยๆ ผมหมายถึงว่า เราเป็นฝ่ายรับอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น คงเป็นความรู้สึกที่น่าปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่เราสามารถสร้างสรรค์บางสิ่งบาง อย่างที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ"
จงใช้ชีวิตตามหลักศีลธรรม พยายามทำให้เกิดความแตกต่างบนโลกใบนี้และมีส่วนร่วมให้เกิดสิ่งที่ดีงามยิ่ง ขึ้น คุณจะพบว่า มันจะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมายมากยิ่งขึ้น แถมยังเป็นยาแก้ความเบื่อหน่ายที่ได้ผลดีอีกด้วย ลองมองไปรอบๆ ตัว แล้วคุณจะพบว่ามีสิ่งต่างๆ ให้คุณทำอยู่เสมอ และจงพูดคุยกับผู้อื่นถึงสิ่งที่คุณกำลังทำ แต่อย่าพร่ำสอน หรือคิดว่าตัวเองถูกต้อง หรือหลงตัวเอง เพราะจะทำให้คนอื่นไม่อยากคุยด้วย ขณะเดียวกัน คุณต้องไม่กลังที่จะทำตนเป็นตัวอย่าง และใช้โอกาสที่มี บอกเล่าถึงสิ่งที่คุณกำลังทำ


5. สตีฟ จอบส์ พูดว่า "มีคำพูดในพุทธศาสนาว่า จิตของผู้เริ่มต้น มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่ทุกคนควรจะมีจิตของผู้เริ่มต้น"
ซึ่งเขาอธิบายต่อไปว่า มันเป็นจิตที่มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ซึ่งค่อยๆทำให้เราตระหนักถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านั้น จิตของผู้เริ่มต้น ก็คือการนำหลักการของเซนมาปฏิบัติจริง เป็นจิตบริสุทธิ์ที่ปราศจากอคติ การคาดหวัง การตัดสิน ความลำเอียง ให้คิดว่า จิตของผู้เริ่มต้น เป็นเหมือนจิตของเด็กน้อย ซึ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความสงสัย และความประหลาดใจ

6. สตีฟ จอบส์ พูดว่า "เราคิดว่า โดยทั่วไปแล้ว คุณดูโทรทัศน์เพื่อพักสมอง และคุณใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อต้องการใช้สมองทำงาน"
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีรายงานการศึกษาจำนวนมากที่ยืนยันหนักแน่นว่า การดูทีวีส่งผลเสียด้านจิตใจและมีอิทธิพลด้านศิลธรรม และคนที่ติดทีวีส่วนมาก แม้จะรู้ว่ามันทำให้ชินชาและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แต่ก็ยังใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยม ดังนั้น เพื่อถนอมเซลล์สมอง แต่ต้องระวัง เพราะการใช้คอมพิวเตอร์ก็อาจเป็นการพักสมองได้เช่นกัน ลองเปลี่ยนมาเล่นเกมที่พัฒนาสติปัญญาดีกว่า

7. สตีฟ จอบส์ พูดว่า "ผมสูญเงินไป 250 ล้านดอลลาร์ภายใน 1 ปี มันทำให้ผมรู้จักตนเองดีขึ้น"
อย่ามองว่า การทำผิดกับความผิดเป็นเรื่องเท่าเทียมกัน เพราะคนที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่เคยล้มเหลวหรือทำผิดเลยนั้น ไม่มีหรอก มีแต่คนที่ประสบความสำเร็จ เคยทำผิดพลาดและรู้จักเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อทำให้ถูกต้องในครั้งต่อไป พวกเขามองความผิดพลาดเป็นเครื่องเตือนสติ มากกว่าความสิ้นหวัง การไม่เคยทำผิดเลย แสดงว่าคนนั้นไม่เคยใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

8. สตีฟ จอบส์ พูดว่า "ในโลกนี้ไม่เคยมีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด เราเกิดมาบนโลกใบนี้แล้วก็ได้ทำสิ่งผิดพลาดเช่นกัน ไม่งั้นแล้ว เราจะเกิดมาทำไม"
คุณรู้หรือไม่ว่า มีเรื่องใหญ่ๆ หลายเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จในชีวิต และรู้หรือไม่ว่าเรื่องสำคัญเหล่านั้นจะถูกฝุ่นจับ เมื่อคุณใช้เวลามัวแต่นั่งคิดมากกว่าลงมือทำ เราทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมของขวัญชิ้นหนึ่งที่จะมอบให้กับชีวิตของเราเอง ของขวัญที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ความสนใจ ความหลงใหล และความอยากรู้อยากเห็น ของขวัญขิ้นนี้ แท้จริงแล้ว มันคือเป้าหมายของเรานั่นเอง และคุณตั้งเป้าหมายของคุณได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างาน ครู พ่อแม่ นักบวช หรือเจ้าหน้าที่ ก็ไม่อาจเลือกเป้าหมายให้คุณได้ คุณต้องหาจุดมุ่งหมายด้วยตัวคุณเอง

9. สตีฟ จอบส์ พูดว่า "เวลาของคุณมีจำกัด จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตตามแบบคนอื่น อย่าติดอยู่ในหลักความเชื่อ ซึ่งทำให้คุณใช้ชีวิตตามผลความคิดของผู้อื่น อย่ายอมให้เสียงความคิดของผู้อื่น มากลบเสีี่ยงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุด คือ คุณต้องมีความกล้า ที่จะทำตามหัวใจปรารถนาและสัญชาติญาณ เพราะมันรู้ดีว่า จริงๆ แล้วคุณต้องการอะไร เรื่องอื่นๆ กลายเป็นเรื่องรองไปโดยสิ้นเชิง"
คุณเบื่อหรือเปล่าต่อการใช้ชีวิตตามความฝันของคนอื่น ไม่ต้องสงสัยเลย ก็มันเป็นชีวิตของคุณเอง คุณมีสิทธิใช้ชีวิตในแบบที่คุณต้องการ โดยไม่ต้องมีใครมาคอยขัดขวางลองให้โอกาสตัวเองฝึกฝนความคิดริเริ่มใน บรรยากาศที่ปราศจากความกลัวและแรงกดดัน จงใช้ชีวิตตามแบบที่คุณเลือก และเป็นเจ้านายตัวเอง


วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พระราชโอรส..ของประเทศอินเดีย...

     ในสมัยก่อนที่ประเทศอินเดีย มีประเทศเล็กๆ ที่อ่อนแออยู่ประเทศหนึ่ง ต่อมาประเทศนี้ก็ถูกประเทศใหญ่ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเข้ายึดครอง

 
  ในตอนที่พระเจ้าแผ่นดินของประเทศเล็กถูกนำตัวไปประหารนั้น
พระองค์ได้ตรัสกับพระราชโอรสว่า..
"เจ้าอย่าดู (การประหาร) นานเกินไป และอย่าใจร้อนวู่วาม ความแค้นย่อมหมดไปเพราะการไม่แค้นเคือง"

ต่อมาพระราชโอรสได้ถูกปล่อยตัวรอดตายมาได้ แต่พระองค์ก็คิดแค้นอยู่ในใจตลอด ต่อมาไม่นาน โอกาสก็มาถึงพระองค์ทรงไปทำงานอยู่ในประเทศใหญ่นั้น และยังเป็นที่วางพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินจนได้ใกล้ชิดพระองค์ด้วย

วันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกล่าสัตว์และด้วยความที่ทรงอ่อนเพลียเพราะเดินทางมาไกล จึงทรงบรรทมหลับอยู่บนตักของพระราชโอรสองค์นี้ นี่เป็นโอกาสดียิ่งที่จะแก้แค้นแทนพระชนก

พระองค์จึงทรงชักพระแสงดาบจ่อพระศอของพระเจ้าแผ่นดิน แต่ในชั่วพริบตานั้น พระองค์ทรงหวนนึกถึงพระกระแสรับสั่งของพระชนกได้ จึงทรงลังเลพระทัย และเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงตื่นจากบรรทม

     พระองค์จึงทรงสารภาพเรื่องราวทั้งหมดให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบ พระเจ้าแผ่นดินทรงสดับด้วยความซาบซึ้งในพระทัยยิ่งนัก และทรงขออภัยในเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งทรงส่งพระราชโอรสกลับประเทศเพื่อความสงบสันติของทั้งสองฝ่าย..

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ทำไปได้...

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปรัชญาของนักปราชญ์ของโลก(ขงเบ้ง)...



ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่
ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น
เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพรา ะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะ ตน"

นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด
ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด
ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น

ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยว ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว
เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร

เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา
เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา
ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น
ผู้ปกครองระดับธรรมดาใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับ
กลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่
อ่านคน ออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

เมื่อนักการฑูตพูดว่า “ใช่” หรือ “อาจจะ” เขามีความหมายว่า “อาจจะ”
เมื่อนักการฑูตพูดว่า “อาจจะ” เขามีความหมายว่า “ไม่”
เมื่อนักการฑูตพูดว่า “ไม่” เขาไม่ใช่นักการฑูต
(เพราะนักการฑูตที่ดี จะไม่ปฏิเสธใคร)

เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า “ไม่” หล่อนมีความหมายว่า “อาจจะ”
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า “อาจจะ” หล่อนมีความหมายว่า “ใช่” หรือ “ได้”
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า “ใช่” หรือ “ได้” หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี
(เพราะสุภาพสตรีมักไม่ตอบรับใครง่ายๆ)

คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย
ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน
คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น
แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ต้นไม้ของเด็กน้อย...

หนังสือดีๆ มีมาแน่ะนำครับ

นานมาแล้วมีต้นแอปเปิลใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง 
และก็มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนนึงชอบเข้ามาอยู่ใกล้ๆและเล่นรอบๆต้นไม้นี้ทุกๆวัน
เขาปีนขึ้นไปบนยอดของต้นไม้ และก็กินผลแอปเปิล และก็นอนหลับไปภายใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิล
เขารักต้นไม้ และต้นไม้ก็รักเขา
เวลาผ่านไป เด็กน้อยโตขึ้น และเขาไม่มาวิ่งเล่นรอบๆต้นไม้ทุกวันอีกแล้ว

วันนึง เด็กน้อย กลับมาหาต้นไม้ เด็กน้อยดูเศร้า

"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม
"ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วนะ ฉันไม่อยากเล่นรอบๆต้นไม้อีกแล้ว ฉันต้องการของเล่น ฉันอยากได้เงินไปซื้อของเล่น" เด็กน้อยตอบ

"แต่ฉันไม่มีเงินจะให้ ....เก็บลูกแอปเปิลของฉันไปขายสิ เพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่น " ต้นไม้ตอบ
เด็กน้อยตื่นเต้นมาก เขาเก็บลูกแอปเปิลไปหมด และจากไปอย่างมีความสุข หลังจากเขาเก็บแอปเปิลไปหมดแล้ว เขาไม่กลับมาหาต้นไม้อีกเลย

ต้นไม้ดูเศร้า......


วันหนึ่ง เด็กน้อยกลับมา เขาดูโตขึ้น ต้นไม้รู้สึกตื่นเต้นมาก
"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม
"ฉันไม่มีเวลามาเล่นหรอก ฉันมีครอบครัวแล้ว ฉันต้องทำงานเพื่อครอบครัวของฉันเอง เราต้องการบ้าน ช่วยฉันได้ไหม"
"แต่ฉันไม่มีบ้าน... ตัดกิ่งก้านของฉันไปสิ ....เอาไปสร้างบ้าน"
ดังนั้นเด็กน้อยตัดกิ่งก้านทั้งหมดของต้นไม้ไป และจากไปอย่างมีความสุข

อีกครั้งที่ต้นไม้ถูกทิ้งให้เดียวดาย และเศร้า....

วันหนึ่งในฤดูร้อน เด็กน้อยกลับมา ต้นไม้ดีใจมาก
"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม
"เปล่า ฉันรู้สึกผิดหวังกับชีวิต และเริ่มแก่ขึ้น ฉันอยากแล่นเรือไปพักผ่อนไกลๆ ให้เรือฉันได้ไหม"
"ใช้ลำต้นของฉันได้ เอาไปสร้างเรือ เพื่อหนูจะได้เล่นเรือไปและมีความสุข"ต้นไม้ตอบ
ดังนั้น เด็กน้อยตัดลำต้นของต้นไม้ไปสร้างเรือ เขาล่องเรือไป และไม่เคยกลับมาอีกเลย


หลายปีผ่านไป ในที่สุดเด็กน้อยกลับมา
"ฉันเสียใจ เด็กน้อย ฉันไม่เหลืออะไรจะให้อีกแล้ว ไม่มีผลแอปเปิลให้ ...."
"ฉันไม่มีฟันจะกินแล้ว "
"ฉันไม่มีลำต้นให้ปีนอีกแล้ว"

"ฉันปีนไม่ไหวแล้ว ฉันแก่แล้ว" เด็กน้อยตอบ
"ฉันไม่มีอะไรเหลือให้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่เหลือ มีเพียงรากที่กำลังจะตาย"

"ตอนนี้ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แค่อยากได้ที่พักพิง ฉันเหนื่อยมาหลายปีแล้ว"
"รากของต้นไม้แก่ๆ จะเป็นที่พักพิงของหนูได้ ...... มาสิ นั่งลงข้างๆฉัน ...หลับให้สบาย....."

เด็กน้อยนั่งลงข้างๆ ต้นไม้ดีใจ ยิ้ม...และน้ำตาไหล........

ภาพวาดจากปลายภู่กัน...

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ภาพสะท้อนเรื่องราว(Passionate Photos! )...

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ความสุข??...

ทุกคนต่างมองเห็นความสุขแตกต่างกัน..
เราอาจจะเคยคิดว่าลูกคนรวยพันล้าน หมื่นล้าน ที่เขามีของเล่นมากมาย มีขนมกินอร่อยๆมากมาย มีคอมพิวเตอร์ไว้ให้เล่นเกมส์เมื่อเขาต้องการ ฯลฯ แต่เด็กบางคนที่มีทุกสิ่งเช่นนั้น เขาอาจจะขาดโอกาสดีๆที่ไม่ได้ค้นพบสิ่งที่เงินทองซื้อไม่ได้ บางคนอาจะเรียกสิ่งนั้นว่า มิตรภาพ ความรัก ความอบอุ่น ปรารถนาดี ฯลฯ..

เด็กคนหนึ่งเกิดในครอบครัวที่ยากจนมาก เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ค่อยจะมีเงินทอง..
ไม่มีของเล่นมากมาย ไม่เคยได้ลิ้มรสขนมอร่อยๆที่ซื้อด้วยเงินตรา
ผมเคยคุยกับเด็กคนนี้ที่เขาเกิดมาในครอบครัวเช่นนี้ว่าเขารู้สึกอย่างไร??
"ผมไม่คิดที่จะน้อยใจเลยครับ! ที่พ่อแม่ผมไม่ได้มีเงินทองมากมาย ไม่เคยซื้อขนมอร่อยๆ ให้ผมทาน ไม่เคยซื้อของเล่นราคาแพงๆ จากร้านค้าให้ผม ฯลฯ ทุกๆ วันผมได้รับประทานอาหารจากหยาดเหงือที่ครอบครัวเราช่วยกันหามากินกันเองโดย ไม่ต้องเสียเงินค่าอาหารเลย เช่น ปลา ผัก ผลไม้ สมุนไพร ฯลฯ พ่อกับแม่บอกผมว่ายิ่งทานเยอะลูกยิ่งจะได้แข็งแรงไม่เสียสุขภาพ บางครั้งพ่อทำสิ่งประดิษฐ์จากธรรมชาติให้ผมเล่นโดยที่เราไม่ต้องไปเสียเงิน ซื้อของเล่นราคาแพงๆ จากร้านค้าเลย บางครั้งพ่อก็จะนำของที่อร่อยๆ จากธรรมชาติมาให้ผมกินแทนขนมหวานโดยไม่ต้องเสียเงินค่าขนมหวานเลยสักบาทครับ ผมคิดว่าผมเกิดมาโชคดีมากเลยครับที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่.." เด็กน้อยคนนั้นพูดกับผมอย่างภาคภูมิใจ...

 
Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.