วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ขำๆกัน..วันละนิด(24) ... โดยครูป้อม

...ลูกงูเลื้อยมาหาแม่ ด้วยท่าทางตกใจสุดขีด ..



ลูกงู : แม่ครับๆ!! เราเป็นงูพิษหรือเปล่าครับ


แม่งู : เป็นสิจ๊ะ ก็เราเกิดมาเป็นงูเห่านี่จ๊ะ กัดใครเข้าไป ถึงตายทันทีเลยนะ


ลูกงู : งั้นผมต้องตายแน่ๆเลย


แม่งู : อ้าว ทำไมล่ะ?


ลูกงู : ก็ผมดันเผลอกัดปากตัวเองนะสิครับ!!


ขอขอบคุณ "ลูกงู"
ครูป้อม คนล่าฝัน

ขำๆกัน..วันละนิด(23) ... โดยครูป้อม

...เพราะความสงสัย หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้าไปหาชายแก่ที่นั่งสวนสารณแห่งหนึ่งใกล้บ้าน..



หญิงสาว : ขอโทษนะคะคุณลุง คือหนู เผอิญสังเกตเห็นว่าคุณลุงดูมีความสุขจัง ไม่ทราบว่ามีเคล็ดลับสำหรับชีวิตที่ยืนยาวและแสนสุขมั้ยคะ

ชายแก่ : ผมสูบบุหรี่วันละ 3 ซอง
ดื่มเบียร์วันละลัง
กินอาหารมันๆ
และไม่เคยออกกำลังกายเลย


หญิงสาว : ว้าว !!!! ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ตอนนี้คุณลุงอายุเท่าไหร่คะเนี่ย

ชายแก่ : 26  ปีเอง..อีหนู !!


ขอขอบคุณ "บุหรี่"
ครูป้อม คนล่าฝัน

ผู้หญิงคนแรกที่สัมผัสคุณ....โดยครูป้อม

  คุณลองนึกภาพภาพคุณแม่ของคุณ จินตนาการไปตามเรื่องที่คุณกำลังอ่าน บทความนี้เพื่อนรักของผมส่งมาให้อ่าน และต้องขอขอบคุณเขามากที่กล้าเปิดใจกับสิ่งที่เขาได้ผิดพลาดไป..

***********************************************************

ในขณะที่.... ผมก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไป เรียน เที่ยว นอน กิน

ดึกๆ ผมก็โทรคุยกับแฟนของผม
ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของผม
และผมก็เชื่อว่าใครๆ เค้าก็ทำแบบนี้กัน
'จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง'
'กินกับอะไรบ้าง แล้วตอนกินตัวเองคิดถึงเค้ามั้ยเนี่ย'
'รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้าเป็นผีเนี่ย เค้าอยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง'
'ตัวเองวางก่อนดิ ก่อนดิ'

ประโยคต่างๆ ที่ผมได้คิดและคัดสรรเตรียมพร้อมมาต่างๆ ก่อนโทร
ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับการคุยโทรศัพท์
ระยะเวลาอันผมได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น
พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
แต่ผมก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าผมไร้สาระ
ก็ไม่เห็นหรอคนส่วนใหญ่เค้าก็ทำกัน
เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่าง
กิจวัตรอีกอย่างนึงของผมก็คือแม่ของผมมักชอบโทรหาผมทุกวัน
'ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง''เย็นนี้กินข้าวอิ่มมั้ย' 'วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง' 'อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ'

โธ่!คำถามเดิมๆ ผมก็ตอบไปแบบเดิมๆ
แม่ผมก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาผมเป็นประจำ
โชคดีที่ผมพยายามตัดบทคุย
ผมกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว
ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้ผมทำยังไง
จนกระทั่งวันนั้น 'ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย'
'เร็วๆสิ เค้ายังอุฒส่าห์บอกรักตัวเองไปแล้วนะ'
'แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ'
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกผมว่ามีสายซ้อน
ผมมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อว่า 'Home'
'โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย'
ผมไม่สลับสายผม ผมยังคงคุยกับสุดที่รักของผมต่อไป
เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่แม่จะคุยกับผมก็คงเป็นประโยคเดิมๆ

'และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้าย ที่ผมจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่'

หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของผมโทรมาแจ้งผมว่า
เมื่อคืนนี้บ้านของผมถูกขโมยเข้า และแม่ของผมขัดขืน
และได้ต่อสู้กับโจร จึงถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง
แม่เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
ญาติของผมเล่าอีกว่าตอนไปพบศพแม่นั้น
ในมือของแม่กำโทรศัพท์ไว้แน่น

และเบอร์โทรออกล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจ
หรือเรียกรถพยาบาล แต่แม่เลือกที่จะโทรหา 'ผม'
สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่ผมเลือกที่จะทำคือ โทรศัพท์หาผมเพื่อฟังเสียงของผม
วินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลอาบแก้ม ผมพูดอะไรไม่ออก มือและตัวของผมสั่น
วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ของผม

ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับผมเป็นคนแรกในชีวิต
ผู้หญิงคนเดียวที่ผมสามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา
โดยที่ผมไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะประทับใจหรือไม่
ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ
คนเดียวในโลก ที่โทรมาหาผมเพียงแค่ฟังผมพูดประโยคเดิมๆ
คนเดียวในโลกที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่นแพงแค่ไหนก็ยังโทรหาผม

'และคนเดียวในโลก ที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดท้ายในชีวิต'

ในบางครั้งประโยคที่ว่า 'ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว'
มันก็ไม่เป็นความจริง 'เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว'
อาจเป็นเพราะเวรกรรมของผม

หลังจากนั้นไม่นานแฟนผมที่ผมใช้เวลาคุยกับเธอวันหลาย ๆ ชั่วโมงก็ทิ้งผมไป
วันนี้ผมเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น
หลายๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ มิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการกระทำของเ ราเอง

'เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป'

ทุกวันนี้ผมนั่งมองโทรศัพท์
รอที่จะตอบคำถามเดิมๆ ให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง
แต่ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีอีกแล้ว
 
 
 
ขอขอบคุณ "เพื่อนรักของผม"
ครูป้อม คนล่าฝัน

ข้อคิด ในการดำชีวิต....โดยครูป้อม

เรามีแนวทางดีๆ ใช้ในการดำเนินชีวิตนะครับ


1. นึกเสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับเรา 3 ชั่วโมง


2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่


3. หลับตานิ่งๆ ซัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรตรงหน้ามันช่างยากจัง


4. ระหว่างแปรงฟันถ้าฮัมเพลงด้วยไปจนจบจะทำให้ฟันสะอาดขึ้น 2 เท่าแน่ะ


5. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาติธ รรมดาก็จะอร่อยขึ้นเยอะ


6. ควรหัดพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ให้เคยปาก มากกว่าการพูดคำว่า “จะเอายังไง”


7. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ สามารถเล่าให้มันฟังได้นะ


8. อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด


9. เขียนชื่อคนที่เธอเกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง ความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ


10. ปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูไม่ออกว่าเพิ่งร้องไห้มา


11. ก่อนจะซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้อย่างน้อย 3 ข้อก่อน


12. ถึงเสื้อกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าสลับกันไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนจะเยอะขึ้น


13. เลือก ให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้รับ ดีกว่าคนที่ได้รับเยอะจนจำชื่อคนให้ไม่หมด


14. ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองสักดอกแล้วจะรู้สึกดีขึ้น


15. แอบรักใครสักคน ยังไงก็ดีกว่าไม่เคยรู้ว่า “ความรัก” เป็นยังไง


16. ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นี่


17. พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบ เล่ม อาจไม่สนุกแต่มีประโยชน์แฝงอยู่


18. วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าที่จะทำนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกายน่ะ


19. รู้รึเปล่าว่าดอกไม้ที่บานอยู่กับต้น ยังไงก็อยู่ได้นานกว่าบานในแจกัน


20. ทะเลาะกับใครๆ พร้อมรอยยิ้ม เรื่องราวจะจบง่ายกว่าที่คิดเยอะ


21. เอารูปตัวเองตอนเด็กๆ มาดูตอนเครียด อารมณ์จะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ


22. พยายามหาข้อบกพร่องของคนที่เธออิจฉา อย่างน้อยก็มีข้อปลอบใจตัวเองบ้าง


23. โทรไปหาแฟนแล้วพูดแค่คำเดียวว่า “คิดถึง” พอวางสายแล้วต้องยิ้มทั้งคู่


24. ในวงสนทนาถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะคุยอะไร รอยยิ้มสามารถช่วยแก้สถานการณ์ได้


25. ค่อยๆ เดินทอดน่องแบบสบายๆ ในวันที่ไม่มีธุระให้ต้องไปสะสาง


26. ; ซื้อของฝากทุกคนในบ้าน ก็เหมือนกับการซื้อของฝากตัวเองนั่นแหละ


27. จะหน้าตายังไงก็แล้วแต่ ถ้าทิ้งขยะลงพื้น ก็กลายเป็นขี้เหร่ได้ทันตาเห็น


28. นั่งสมาธิให้นานๆ และบ่อยๆ ก็ทำให้ผิวสวยขึ้นได้เหมือนกัน


29. นอกจากตอนที่เคี้ยวข้าวแล้ว ไม่ว่าก่อนหรือหลังกินก็หัวเราะได้อร่อย


30. จินตนาการถึงเรื่องที่อยากมีหรืออยากเป็น คือยานอนหลับอย่างหนึ่ง


31. อ่านหนังสือหรือการ์ตูนโปรดเป็นการเติมน้ำมันให้ตัวเองอย่างดี


32. ยังไม่มีใครเคยแย้งว่า การอาบน้ำไม่สามารถคลายเครียดได้จริงๆ


33. ก่อนจะด่าใครให้นับ 1 ถึง 50 เผลอๆ อาจจะไม่อยากด่าแล้วก็ได้


34. ไม่ต้องทำยังไงกับเพื่อนที่หัก หลัง ก็แต่อย่าเรียกเค้าว่าเพื่อนก็พอแล้ว


35. รักครั้งแรกส่วนใหญ่ก็อกหักทั้งนั้น น่าจะดีใจที่ไม่แปลกกว่าชาวบ้านเค้า


36. การที่ทำของหายอาจเป็นการใช้หนี้จากชาติที่แล้วให้คนอื่นที่เก็บ มันได้


37. ถึงจะไม่มีเงินอยู่ในกระเป๋าซักบาท ยังดีกว่าไม่มีเสื้อผ้าให้ใส่ตั้งเยอะ


38. หนี้ที่โดนเบี้ยวไป ทำให้เรารู้จักใครบางคนดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลามาก


39. คนอื่นไม่เข้าใจเราไม่เห็นแปลก ในเมื่อเราก็ไม่เข้าใจคนอื่นเหมือนกัน


40. ไม่ต้องช่วยใครๆ ด่าตัวเอง ถ้าสิ่งที่ทำไปแน่ใจว่าพยายามเต็มที่แล้ว


41. วิ่งให้เหนื่อยมากๆ ความโกธรจะได้ถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อ


42. ถ้ากลัวจะนอนฝันร้าย สวดมนต์ก่อนนอนเหมือนตอนเด็กๆ ดูสิ


43. ของฝากสำหรับคนห่างไกล คือการโผล่ไปเซอร์ไพรส์ด้วยตัวเอง


44. เพลงจังหวะมันๆ ทำให้คนฟังกระปรี้กระเปร่าได้โดยอัตโนมัติ


45. อย่าเดาว่าอะไรอยู่ในกล่องของขวัญ แล้วจะไม่รู้จักคำว่าผิดหวัง


ขอขอบคุณ "ชีวิต"
ครูป้อม คนล่าฝัน

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

เพื่อน...





เพื่อนกันย่อมดูแลกัน
และไม่ทิ้งกันเสมอ
นี่แหละคือเพื่อนแท้
เขียนโดย
ภูมินาวัตน์ ภัตติยะวานิช
ปอง ป.5

วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

พ่อแม่ที่เคารพโปรดทราบ....โดยครูป้อม


เด็กต้องการอะไร ?
          ลูกต้องการความรัก  โปรดให้ความรักความอบอุ่นกับลูก  อย่าทิ้งลูก  พ่อแม่รักลูกเท่ากัน  แต่ห่วงใยลูกไม่เท่ากัน 
           ลูกต้องการความรู้  ทำไมลูกต้องซน  ค้นโน่นค้นนี่  จับโน่นแตกน่าจะเข้าใจลูกว่า  ลูกต้องการความรู้  อยากจะรู้  โปรดเมตตากับลูก  สอนลูกดีๆ  พูดไพเราะ  อย่าตีลูก  ถ้าถ้วยแตกซื้อใหม่ได้  แต่ถามว่าลูกแตกไปซื้อได้ที่ไหน..
           ลูกต้องการอิสรเสรี ไม่ชอบบังคับ  เด็กมันต้องดุกดิก  เด็กนั่งเฉยๆ  ไม่ได้  อย่าบังคับลูกเกินไปฯ รักลูกให้เหมือนปลูกต้นโพธิ์  เมื่อใหญ่ต้นโตจะได้ อาศัย  ถึงคราวตายจะได้ฝากผี  เวลาดีเอาไว้ใช้สอยบ้างประไรมี  รักลูกเหมือนปลูก ต้นตาลโตไปจะไม่มีหลักฐานฯ
          เลี้ยงลูก ให้โตปลูกต้นโพธิ์ให้ได้ร่ม  ให้โตด้วยวิชาการ  ให้มีหลักฐาน  มีงานทำ  มีคู่ครองขอให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน  อย่า ให้โตด้วยข้าวสุก  หาความสนุกในสังคมฯ
        ถ้าเป็นเด็ก  ขี้เกียจ  ขี้โกหก  ขี้ขโมย  ต้องตี  ถ้าเป็นผู้ใหญ่  ขี้เหล้า  เล่นการพนัน  ต้องห่างไกลฯ
         ถ้ามีลูกสาวกับลูกชายควรจะเอาใจใส่ให้มาก  จงเอาใจใส่ลูกสาว  ให้เชี่ยวชาญชำนาญกว่าลูกชาย  เพราะถ้าไม่มีวิชาความรู้  ไม่เชี่ยวชาญเคหะศาสตร์  ไม่เข้าใจแม่บ้านการเรือน  ไปได้สามีเขาก็จะแผลงฤทธิ์เอาฯ
อย่า..สอนลูกขณะกำลัง  ทานข้าว
อย่า..สอนลูกขณะกำลัง  อ่านหนังสือทำการบ้าน
อย่า..สอนลูกขณะที่  ลูกกำลังจะนอน
จงสอนลูก..หลังจากลูกสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้ว...

ขอขอบคุณ "คุณแม่ คุณพ่อ"
ครูป้อม คนล่าฝัน

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

ข้าวไทย....โดยครูป้อม

  นิทรรศการชื่อ "พระมหากษัตริย์กับข้าว ไทย" ซึ่งมีอาจารย์หลายๆ คนทั้งสายสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ช่วยกันเขียนคนละนิดละหน่อย สรุปกิจกรรมต่างในงานนี้ครับ

ทำให้นึกไปถึงข้อมูลในหนังสือ "ข้าว ลูกผสม: สถานภาพข้าวลูกผสมในนานาประเทศ" ที่ฝ่ายผมเคยไปช่วยดูแลการจัดทำอยู่ ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย (ดูตารางด้านล่างนะครับ)



61389

    จะ เห็นได้ชัดเจนนะครับว่า หากจับคู่จีนกับอินเดีย และเวียดนามกับไทย จะเห็นได้ว่าประเทศจีนและเวียดนามที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวลูกผสม ทำให้ได้ผลผลิตสูงกว่าประเทศคู่เทียบในที่นี้คือ อินเดียและไทย ถึงเกือบเท่าตัวทั้งๆ ที่มีพื้นที่ที่ใช้เพาะปลูกน้อยกว่า

   สำหรับประเทศไทยแล้ว หากนำข้อมูลประเทศท็อปเทน (Top 10) ที่ส่งข้าวเป็นสินค้าออก ประเทศไทยได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่ำที่สุด!


     วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีผลกระทบที่ชัดเจนกับชีวิตคนไทยมากและ ชัดเจนเช่น นี้เอง แต่ ... จะมีใคร สักกี่คนทราบเรื่องเหล่านี้บ้างครับ?



ขอขอบคุณ "ข้าวไทย"
ครูป้อม คนล่าฝัน

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

ปรัชญาการศึกษาของโรงเรียนนอกกะลา...โดยครูป้อม


"การศึกษาพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์”  
(Education for complete human development)

โดยหมายถึงการพัฒนาผู้เรียน 4 ด้าน  ดังนี้
 ขอขอบคุณ "ความรั้น"

ครูป้อม คนล่าฝัน


โลกยังไม่แตก ....โดยครูป้อม

        ในที่สุดก็ผ่านวันที่ 10 ก.ย. 2551 มาได้แบบชิวๆ ตามที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อกัน ... ไม่เกิดเหตุการณ์ หลุมดำดูดกลืนโลก ตามที่มีคนกลัวกัน (บางคนกลัวมากจนไปฟ้องศาลให้สั่งระงับการทดลองก็มี)


โลโก้เก๋ๆ จาก google ในวันเปิดเดินเครื่อง LHC เมื่อวานนี้ 10 ก.ย. 2551

     ที่เล่ามาเป็นข่าวเกี่ยวกับการทดลองเดินเครื่อง
LHC (Large Hadron Collider) ของ CERN ที่เป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร มาก เส้นรอบวงยาวถึง 27 กิโลเมตร ...






ขอขอบคุณ "นำชัย"
ครูป้อม คนล่าฝัน

อนาคตเว็บโลก....โดยครูป้อม

คนเก่งๆ ในวงการคอมพิวเตอร์เค้ามองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่เรียกว่า เว็บ 2.0 ซึ่งต่อเนื่องจากเว็บ 1.0 และเริ่มเห็นรำไรว่า เว็บอนาคต ที่จะเป็นเว็บ 3.0 และเว็บ 4.0 น่าจะมีหน้าตาอย่างไร

เว็บ 1.0 มีชื่อว่า The Web ซึ่งหมายถึง เว็บอันนี้แหละ ... เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) นี่ แหละ หาใช่เว็บที่เป็น ตาข่าย หรือ ใยแมงมุม อันอื่นๆ ;-P

ลักษณะ เด่นสำคัญคือ มีฐานข้อมูล (database) ที่คนเข้าถึง ได้ในรูปเว็บไซต์ ซึ่งหาได้ไม่ยากผ่าน เว็บท่า (portal web)” (ที่ดังที่สุดของไทยก็คือ เว็บสนุกดอทคอม) หรือเว็บเอ็นจิ้น (web engine) ที่มีพัฒนาการอย่าง รวดเร็ว (แน่นอนว่าดังที่สุดคือ กูเกิล ... ของไทยได้ยินอยู่หลายอัน ... แต่ต้องเรียกว่าไม่ดังเท่าไหร่นะครับ - ผมว่า)

เว็บ 1.0 อาจจะครอบคลุมสักราวๆ ช่วงปี 1990-2000


ตอนนี้ เราเข้าสู่เว็บ 2.0 แล้ว ลักษณะเด่นที่แตกต่างชัดเจนจากเว็บ 1.0 ก็คือ คน แต่ละคนมีอำนาจและแสดงอำนาจและตัวตนผ่านเว็บล็อก (weblog) หรือคุ้นหูกันมากกว่าในชื่อเรียกย่อๆ ว่า บล็อก (blog)”

พระเอก อีกหนึ่งของเว็บ 2.0 ก็คือ ซอฟแวร์ที่เรียกว่า วิ กิ (Wiki)” ซึ่งยอมให้แต่ละคน ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขฐานข้อมูลได้ ภายใต้แนวคิดที่ว่าฐานข้อมูลจะสมบูรณ์มากที่สุดเมื่อมีคนเข้าร่วมแก้ไขมาก ที่สุด ผู้ที่ใช้วิกิได้ประสบความสำเร็จก็คือ เว็บวิกิพีเดีย ที่เริ่มกลายร่างจากสารานุกรมเป็นหนังสือและอื่นๆ อีกมากมายในปัจจุบัน

ดังนั้น หัวใจ ของเว็บในปัจจุบันก็คือ การมีส่วนร่วม ของคนเล็กๆ ในสังคมแต่ละคนนี่เอง (สมดังที่ Time ยกให้คนแต่ละคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็น "บุคคลแห่งปี" ในปีก่อนนู้น) ... อันที่จริงดูจากในเว็บวิชาการดอทคอมก็คงจะเห็นได้ไม่ยาก มีทั้งการเปิดพื้นที่ให้เขียนบล็อก แต่งนิยาย แข่งตอบคำถาม โพสท์บทความ ฯลฯ

ยังมี ลักษณะเด่นของเว็บ 2.0 อีกหลายข้อครับ ... ขอเล่าให้ฟังต่อตอนหน้าก็แล้วกันนะครับ

ขอขอบคุณ "นำชัย"
ครูป้อม คนล่าฝัน

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

คำคมบนภาพถ่าย ราชิต สุพร(1)....โดยครูป้อม

ขำๆ กัน..วันละนิด(22) ... โดยครูป้อม

...ก่อนถึงวันปีใหม่ รัฐมนตรี เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจคนไข้โรคจิต ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คนไข้ทั้งหมดมานั่งฟังเขาพูดอภิปราย.. 
...ผ่านไป 2 ชั่วโมง ก็มีคนไข้คนหนึ่งยืนขึ้น แล้วพูดเสียงดังว่า ..

"พวกเราอย่าไปฟัง ไอ้หมอที่พูดจา เหลวไหล เจ้านี่มันเป้นคนบ้า..เพิ่งถูกส่งตัวเข้ามาเมื่อเช้านี้เอง"


ขอขอบคุณ "คนบ้า"
ครูป้อม คนล่าฝัน

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

ความรักอย่างที่ผมต้องการที่สุดในชีวิต....โดยครูป้อม

     มันเป็นตอนเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. ที่วุ่นวายเอาการ เมื่อสุภาพบุรุษสูงอายุท่านหนึ่งในวัย 80 กะว่ามารับบริการแพทย์ตัดไหมจากแผลที่หัวแม่มือและบอกว่าขอให้รีบหน่อยเพราะมีนัดตอน 09.00 น. เมื่อผมตรวจร่างกายตามปกติเสร็จผมก็ขอให้นั่งรอโดยผมรู้ว่า อย่างไรเสียก็ไม่หนีหนึ่งชั่วโมงกว่าที่จะถึงคิว ผมเห็นสุภาพบุรุษท่าน นี้ดูนาฬิกาหลายครั้งอย่างกระสับกระส่าย ผมว่างอยู่พอดีจึงเข้าไปดูแผลให้ เมื่อตรวจดูก็เห็นเป็นปกติ ผมจึงเดินไปหารือกับหมอคนหนึ่งที่ให้บริการอยู่เอายาและวัสดุมาทำแผลให้ ขณะที่ตัดไหมอยู่ ผมก็ถามว่า..
"มีนัดกับหมออีกคนหรือจึงดูรีบร้อน" 
สุภาพบุรุษท่านนี้ตอบว่า..
"ไม่หรอกแต่จำเป็นต้องรีบไปเนิร์ซซิ่งโฮมเพื่อ กินอาหารเช้ากับภรรยา"  
ผมก็ถามถึงสุขภาพของภรรยา ก็ตอบว่าภรรยาอยู่ที่นั่นมานานพอควรแล้ว และเธอเป็นโรค Alzheimer’s 
      ขณะที่คุยกันผมก็ลองถามดูว่าเธอจะรู้สึกกังวลเป็นทุกข์ไหมถ้าไปสายสักหน่อย สุภาพบุรุษท่านนี้ก็ตอบว่า เธอไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใคร เธอจำผมไม่ได้มา 5 ปีแล้ว ผมรู้สึกแปลกใจจึงถามว่า ‘แล้วคุณก็ยังไปทุกเช้า ถึงแม้ว่าเธอจะ ไม่รู้ว่าคุณเป็นใครก็ตาม’ สุภาพบุรุษสูงอายุยิ้มและตบเบาๆ บนมือผมและพูดว่า ‘ถึงเธอไม่รู้จักผม แต่ผมยังรู้ว่าเธอเป็นใคร’ ผมต้องกลั้นน้ำตา ขณะที่เดินจากไป ขนบนแขนผมลุกชันและคิดว่า ‘นั่นคือความรักอย่างที่ผมต้องการที่สุดในชีวิต’

 ...ความรักที่แท้จริงไม่ ใช่เรื่องของกายภาพหรือโรแมนติก ความรักที่แท้จริงคือการยอมรับทุกสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้เป็นมาตลอด รวมทั้งที่จะเป็น และที่จะไม่เป็นด้วย..

...คนที่มีความสุขที่สุดไม่จำ เป็นว่าจะต้องมีสิ่งดีที่สุดของทุกสิ่ง เขาเพียงทำสิ่งที่เขามีอยู่ให้ดีที่สุด..

ผมขอบอกว่า ….
‘ชีวิตไม่ใช่เรื่องของการทำอย่างไรให้รอดจากพายุฝน แต่เป็นเรื่องของการจะเล่นน้ำฝนอย่างไร’
Life is not about how to survive the storm, but how to.

ขอขอบคุณ "ความสุข"
ครูป้อม คนล่าฝัน
 
Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.