วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เจ้าจะเป็นน้ำหนึ่งแก้วหรือเป็นลำน้ำสายหนึ่ง...

 นิทานเซนเรื่องนี้ สอนแง่คิดให้ผมได้รู้ว่า..
   "คนเราหากต้องการใช้ชีวิตบนโลกอย่างมีความสุข ทุกข์น้อย
วิธีการคือต้องลดความทุกข์ เปิดใจให้กว้าง เมตตาต่อตนเอง อดกลั้นต่อผู้อื่น
จึงจะมีชีวิตที่สุขสบาย ดำเนินชีวิตด้วยความเยือกเย็น นิ่งสงบ ไม่เร่งร้อน"
   อาจารย์เซนผู้หนึ่งมีศิษย์ที่ชอบร้องทุกข์คร่ำครวญอยู่คนหนึ่งและเนื่องจากทัศนะคติที่คับแคบนี้เอง ทำให้ศิษย์ผู้นี้มักจะมีแต่ความทุกข์กังวลจิตใจไม่เป็นสุข
      
     วันหนึ่งอาจารย์เซนสั่งให้ศิษย์คนดังกล่าวไปตลาดซื้อเกลือมาถุงหนึ่ง เมื่อศิษย์กลับมาจึงสั่งให้นำเกลือมาหยิบมือหนึ่ง โปรยลงไปในแก้วบรรจุน้ำ แล้วให้ศิษย์ดื่มลงไป พลางกล่าวถามว่า 
“รสชาติของน้ำเป็นอย่างไร?”
“เค็มจนขม” ศิษย์ตอบด้วยใบหน้าแหย่ะ
      
จากนั้น อาจารย์เซนได้พาศิษย์ไปยังริมทะเลสาบ สั่งให้นำเกลือที่เหลือโปรยลงไปในทะเลสาบจนหมดสิ้น แล้วกล่าวว่า
“ลองดื่มน้ำจากทะเลสาบดูสิ” ศิษย์จึงก้มตัวลงไปวักน้ำจากทะเลสาบขึ้นมาดื่ม

     
อาจารย์เซนถามอีกว่า “คราวนี้รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?”
ศิษย์ตอบว่า “รสชาติหวานสะอาด บริสุทธิ์ยิ่ง”
“ยังมีรสเค็มหรือไม่?” อาจารย์ถามต่อ
“ไม่มีแล้วครับ!” ศิษย์ตอบ
     
อาจารย์เซนได้ฟังจึงผงกศีรษะเล็กน้อย ยิ้มพลางเอ่ยสืบไปว่า
“ความทุกข์ในชีวิตคนเราก็เป็นดั่งเกลือมันจะมีรสเค็มหรือรสจืด ล้วนขึ้นอยู่กับภาชนะที่รองรับ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเป็นน้ำหนึ่งแก้ว หรือเป็นลำน้ำสายหนึ่ง”

กิจกรรมจิตศึกษา(ครูป้อมกับพี่ปอง , ครูฝนกับพี่ฝ้าย)...

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สิ่งที่มีอยู่คือโอกาส สิ่งใหม่คือความหวัง(ก้อนหินวิเศษ)...

เรื่องสั้นดีๆ ที่ผมอ่านแล้วรู้สึกดีอีกหนึ่งเรื่องมาแน่นำให้ลองอ่านครับ
บางทีคนเราเฝ้ารอโอกาสจากคนอื่นโดยไม่ลงมือทำเองเลย ก็ไร้ซึ่งความหมาย


 
      นานมาแล้วได้ยินมาว่ามีหินวิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง ถ้าผู้ใดที่ได้ครอบครองจะสามารถนำไปแตะกับสิ่งของอะไรก็ได้ สิ่งนั้นจะกลายเป็นทองคำ ทำให้ชายผู้หนึ่งเกิดความสนใจ อยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นคนร่ำรวยขึ้นมา 

      เขาจึงออกตามหาหินก้อนนั้นเป็นการใหญ่ เมื่อตามหาจนถึงชายหาดแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยก้อนหิน เขาจึงตัดสินใจเก็บหินขึ้นมาดูทีละก้อน ถ้าก้อนไหนไม่ใช่ก็จะขว้างมันลงทะเลไป 

      เขาใช้ความพยายามอยู่นาน  จากวันเป็นเดือน  จากเดือนเป็นปี ก้อนแล้วก้อนเล่าก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เขาค้นหาอยู่ดีและในที่สุดความพยายามของเขาก็ประสบความสำเร็จจนได้
เขาได้พบกับหินวิเศษจริงๆ แต่ไม่ทันที่เขาจะได้คิดอะไร เขาก็ขว้างมันลงทะเลไปเหมือนหินก้อนที่ผ่านๆ มา เขาตกใจมาก ถึงกับรำพันออกมาว่า "ต้องเริ่มต้นใหม่อีกแล้วหรือเนี่ย"

      ในชายหาดนั้นจะมีหินวิเศษชนิดนี้สักกี่ก้อนกันเชียวเหตุผลที่ทำให้ชายคนนี้ละทิ้ง สิ่งที่เขาค้นหามานานก็คือความเคยชินนั่นเอง
บ่อยครั้งที่เราพยายามค้นหาสิ่งที่ต้องการมาตลอดชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งที่เรามีโอกาสพบมันแล้ว แต่ด้วยความเคยชินในชีวิตประจำวัน เราก็มองข้าม โอกาสนั้นไป  โอกาสที่อาจจะไม่ปรากฏบ่อยนัก เราจึงต้องเริ่มต้นใหม่อยู่ร่ำไป

      อย่าคิดแต่จะเริ่มต้นใหม่เพราะสิ่งที่มีอยู่คือโอกาส สิ่งใหม่คือความหวัง ทิ้งเก่าไปหาใหม่ก็เท่ากับทิ้งโอกาสที่มีอยู่แล้วไปรอความหวัง ที่ยังมาไม่ถึง 

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"พ่อ" รักลูกทุกๆ คนนะลูกรักของพ่อ...

    นิทานแง่คิด มุมมองที่มอบให้ลูกๆ อ่านดูนะครับว่า..
เมื่อพ่อเลี้ยงเรามาจนเติบใหญ่แล้ว เราตอบแทนอะไรคืนให้ท่านบ้าง?

      กาลครั้งหนึ่งยังมีคุณลุงอยู่ท่านหนึ่ง ในช่วงวัยหนุ่มคุณลุงท่านนี้เป็นหัวหน้าคนงานอยู่ในเหมืองทองคำ มีรายได้ดีมาก แต่คุณลุงท่านนี้ไม่เคยเก็บเงินเลย มีเท่าไรก็ใช้หมด เนื่องจากคุณลุงเป็นคนจิตใจดี ใครมาหยิบยืมก็ให้ เลี้ยงเพื่อนฝูงตลอด คุณลุงมีเพื่อนเยอะมาก จนกระทั่งคุณลุงท่านนี้เกษียณอายุจากการทำงาน ปรากฎว่า ไม่มีเงินเหลือเลย จากชีวิตการทำงานอันยาวนาน คุณลุงมีลูกอยู่ 5 คน เมื่อคุณลุงไม่มีเงินก็จำเป็นต้องไปอาศัยอยู่บ้านลูกๆ ทั้ง 5 คน

 
     วันจันทร์ ไปอยู่บ้านลูกสาว ก็ถูกลูกเขยพูดจากระทบกระเทียบ เช่น ทำไมคุณพ่อคุณไม่ไปบ้านลูกคนอื่นบ้างนะ ผมจะทำอะไรก็อึดอัดจริงๆ
     วันอังคาร ไปอยู่บ้านลูกชาย ก็ถูกหลานและลูกสะใภ้กระทบกระเทียบ เช่น รำคาญคุณปู่จังเลย กับข้าวที่หนูชอบดูสิคุณปู่ทานหมดเลย ทำไมคุณปู่ไม่ไปบ้านอื่นบ้าง
 
      เป็นเช่นนี้ตลอดคุณลุงก็เปลี่ยนไปอยู่บ้านลูกคนนั้นที คนนี้ที ก็ถูกลูกบ้าง ลูกเขยบ้าง ลูกสะใภ้บ้าง หลานบ้างพูดจาถากถางอยู่ตลอด แต่คุณลุงก็ต้องทน เพราะคุณลุงไม่มีเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว

      อยู่มาวันหนึ่งคุณลุงตัดสินใจเรียกลูกๆ ทุกคนมาแล้วบอกว่า พ่อจะไม่อยู่สัก 2 ปีนะลูก เพราะเพื่อนพ่อที่เป็นเจ้าของเหมืองทองคำมันเขียนจดหมายมาขอร้องให้พ่อไปช่วยงานที่เหมืองทองคำของมัน พ่อจำเป็นต้องไปช่วยเขาจริงๆ ลูกๆ ได้ฟังก็ดีใจสนับสนุนเพื่อให้คุณลุงท่านนี้ไปให้พ้นๆ จะได้ไม่เป็นภาระอีกต่อไป

     เมื่อครบ 2 ปี คุณลุงท่านนี้กลับมาพร้อมกับลังเหล็กใบใหญ่ 1 ใบ ไปไหนแกก็ลากไปด้วย ลูกๆ ก็พากันแปลกใจและถามว่าลังอะไร? คุณลุงตอบว่า เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ได้มาจากเหมืองทองคำของเพื่อน ถ้าใครดูแลพ่อจนถึงวาระสุดท้ายก็จะมอบสมบัติในลังเหล็กให้ทั้งหมด ปรากฎว่า ลูกๆ พากันตื่นเต้นต่างอาสามาดูแลคุณพ่อกันยกใหญ่

     วันจันทร์ คุณลุงก็อยู่กับลูกสาวคนโต ลูกเขยกับหลานก็พากันเอาใจบีบนวดให้ หาของกินดีๆ มาให้ แต่ยังไม่ทันไรลูกชายคนที่สองก็มาตามให้ไปอยู่ด้วย และก็เช่นกันยังไม่ทันไร ลูกสาวคนที่สาม ก็มาตามให้ไปอยู่ด้วยอีก ปรากฎว่าลูกๆ ทั้ง 5 คน ของคุณลุงต่างแย่งกันเอาใจและปรนนิบัติคุณลุงท่านนี้อย่างดี แต่เวลาไปไหนคุณลุงก็จะลากลังเหล็กใบนี้ไปด้วยตลอด

     เวลาผ่านไป 7 ปี คุณลุงท่านนี้เสียชีวิตลง หลังงานพิธีศพลูกๆ ทุกคนมานั่งล้อมลังเหล็กใบนี้เพื่อแบ่งสมบัติกัน ลูกสาวคนโตเป็นคนเปิดฝาลังเหล็ก พบว่ายังมีผ้าสีขาวปิดอยู่อีกชั้นหนึ่ง และมีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ ลูกสาวคนโตก็เปิดอ่านให้น้องๆ ฟัง เนื้อความในจดหมายเขียนไว้ว่า..
“ถึงลูกๆ ที่รักทุกๆ คนก่อนอื่นพ่อ ต้องขอบคุณก้อนหินทุกๆ ก้อนในลังเหล็กใบนี้ที่ได้เลี้ยงดูชีวิตพ่อจนถึงวาระสุดท้าย พ่อขอให้ลูกๆ แบ่งก้อนหินในลังเหล็กใบนี้ไปคนละเท่าๆ กัน เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้พวกเจ้าหมั่นเก็บออมเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่เวลาพวกเจ้าแก่ตัวลงจะได้ไม่มีชีวิตที่น่าสมเพชเยี่ยงพ่อ”

รักลูก
จากพ่อ

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เรื่องดีๆ บางตอนจากหนังสือฉลาด...ได้อีก!(ดร.วภัทร์ ภู่เจริญ)...

หนังสือดีๆ ผมมีมาแน่ะนำครับ.. 
 
   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งทรงยิงธนูเก่งมาก ถ้าวางแตงโมงไว้ในระยะ 100 เมตร ทรงยิงโดนได้เลย ทรงแม่นมาก แต่พระมเหสีก็ทรงบอกว่า "ไม่เห็นจะยากตรงไหน"

       พอพระมเหสีพูดจาแบบตรงๆ เท่านั้นแหละ พระราชาก็ทรงปรี๊ดเลย! ทรงตรัสสั่งให้เปลี่ยนเป้าเป็นลูกองุ่นเป็นเป้าหมาย
ที่เล็กมากกว่าเดิม ทรงให้วางในระยะเท่าเดิม แล้วก็ทรงยิงให้ดู ก็ยังทรงแม่นเหมือนเดิม และด้วยความภาคภูมิใจ ทรงหันมาถามพระมเหสีว่า "เป็นไง... ฝีมือฉัน เจ๋งไหม"

       พระมเหสีก็ทรงบอกว่า... "โธ่เอ้ย ไม่เห็นยากเลยก็ทำทุกวัน... ฉันเห็นท่านยิงธนูอยู่ทุกวัน จะไม่โดนได้ยังไง"

       พอพระราชาทรงได้ยินดังนั้นก็โกรธมาก ใช้ความคิดชุดเดิมมาตัดสิน จิตเกิดอาการไม่ผ่อนคลาย จี๊ดๆๆ ก็เลยทรง "เฉโก*" ด้วยการให้ขับไล่พระมเหสีออกจากเมืองหลวงไป ข้อหาคือดูถูกฝีมือ

       5 ปีผ่านไปเหมือนโกหก ที่เมืองชายแดนก็มีข่าวลือมาจากชาวบ้านว่า มีหญิงคนหนึ่งหาบน้ำได้ทีละ 4 ตุ่มใหญ่ๆ แข็งแรงมาก ผู้ชายปกตินะแค่หาบข้างละตุ่มก็แทบแย่แล้ว แต่นี่ใช้ไม้คานหาบข้างละ 2 ตุ่มเลย

       พอพระราชาทรงได้สดับข่าว ก็ทรงพาข้าราชบริพารออกไปดู พอเห็นปุ๊บ ก็อ๋อทันที นึกว่าใคร ที่แท้พระมเหสีที่เราไล่ออกจากเมืองนี้เอง ก็เลยทรงเข้าไปถามว่า "เจ้าทำได้ยังไง เก่งจังเลยนะ"  

พระมเหสีก็ตอบว่า.. "ไม่เห็นยากเลย ก็ทำทุกวันสิ"


เฉโก* คือความคิดที่เป็นอัตตาตัวตน เป็นความคิดที่ไม่จริง ถูกปรุงแต่งผิดเพี้ยนไป

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความงดงามของ ภาพวาดเด็กน้อยไร้เดียงสา...

ฉันชื่อว่า..โอกาส...

หากใครเฝ้าแต่รอค่อยความหวังหรือให้อัศวินม้าขาวมาช่วย
ลองเปลี่ยนมุมมองความคิดในเรื่องสอนแง่คิดเรื่องนี้ดูนะครับ..

     ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอยู่ใจกลางเมือง ปัจจุบันรูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก แต่แผ่นจารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูปปั้นยังคงเหลืออยู่ คำบรรยายเขียนไว้ในรูปแบบการสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่เดินผ่านไปมา.. 


"รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร"
"ฉันชื่อ..โอกาส"

"ใครเป็นคนสร้างท่านขึ้นมา"
"ช่างแกะสลักชื่อ ลีซีปัส"

"เหตุใดท่านจึงยืนเขย่งเท้า?"
"เพื่อบ่งบอกว่าฉันอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม"

"แล้วทำไมที่เท้าของท่านจึงมีปีก"
"เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว"

"แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้"
"ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน จะได้จับฉวยไว้ได้ง่าย"

"แล้วทำไมหัวด้านหลังของท่านจึงล้าน ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว"
"ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่"

     จริงด้วยทางด้านหน้าของ "โอกาส" มีผมยาวแต่ด้านหลังล้านเกลี้ยง เพราะเมื่อปล่อยให้ "โอกาส" ผ่านไปแล้วก็ยากที่จะจับยึดมันกลับมาได้อีก..

"โอกาส" จึงเร้าเตือนเราทุกคนว่า..
"อย่ามาต่อว่าฉัน ว่าฉันไม่เคยมาเยี่ยมกราย เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันมาเคาะประตู แต่เธอกลับไม่อยู่บ้านทุกวัน ฉันยืนรออยู่ที่หน้าบ้านเธอ เรียกให้เธอตื่น ให้ขยันขันแข็ง ให้รีบตัดสินใจ ให้ลงมือทำ ให้ออกแรง ให้สู้ เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จ จงอย่าปล่อยให้ฉันผ่านไป เธอจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง ที่ฉัน "โอกาส" ผ่านมา แต่เธอไม่รู้จักจับฉวย"


วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บรรยากาศอันงดงาม ยามมีม่านหมอก...

ปล่อยวางได้ ใจก็เป็นสุข...

ให้เราจำคำพูดของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ความยึดมั่นเป็นตัวทุกข์
มีความยึดมั่นในสิ่งใดก็เป็นทุกข์ในสิ่งนั้นถ้าปล่อยวางได้ก็ไม่ทุกข์ 

เราจึงควรรู้เท่าทันสิ่งนั้น อย่ายึดอย่าถือให้มันรุนแรง
แต่ให้รู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ใช่ของแท้ของจริงเป็นสิ่งที่ผ่านมาในวิถีชีวิตของเรา
มันเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อะไรที่ผ่านมาในชีวิต
ลาภผ่านมา ยศผ่านมาความสุขผ่านมา สรรเสริญผ่านมา แล้วมันก็ผ่านไป
แต่เราหลงผิดว่า เมื่อมันผ่านไปแล้ว เราก็กลับไปจับมันอีกรถไฟออกแล้ว
เรากระโดดจับรถไฟเลยล้มลงไปปากแตก ขาหักแขนหัก 
ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน

อารมณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในใจของเราก็เป็นอย่างนั้น
พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า..

  "ให้ปล่อยวางให้อยู่ด้วยความว่าง ในการยึดถือในสิ่งนั้น ให้ใช้ปัญญาพิจารณาให้รอบคอบ"


จาก..
พระธรรมเทศนาของพระธรรรมาจารย์

รักเรา สอง สาม คน


วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โคมไฟน้อยเอ่ย..เจ้าจงอย่าน้อยใจเลย...

ฉันเป็นโคมไฟที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างไม่สนใจ


 
บางวันมีสุนัขผ่านมาแวะทักทาย
แต่ยามค่ำคืนฉันต้องยืนส่องแสงเพียงลำพัง
วันหนึ่งมีคนเอาเก้าอี้มาตั้ง

มีคนมานั่งเล่นทุกคน ฉันเริ่มหายเหงา
แต่ทุกคนมานั่งชมแสงจันทร์แสงดาว ไม่มีใครสนใจฉันเลย
ฉันรู้สึกน้อยใจ จึงดับไฟให้มืดลง
ไม่มีใครกล้ามานั่งที่เก้าอี้อีก เพราะความมืด
เก้าอี้จึงถูกย้ายออกไปที่อื่น ความเงียบกลับมาอีกครั้ง
ก่อนไปเก้าอี้บอกฉันว่า....

"ถึงคนที่มานั่งไม่ได้มานั่งเพื่อดูเธอ แม้แสงไฟจากเธอจะสวย
สู้แสงจันทร์หรือแสงดาวไม่ได้ แต่ทุกคนก็รู้ว่า ที่ตรงนี้มีเก้าอี้
และมีโคมไฟอยู่ พวกเค้าจึงเลือกมานั่งที่นี่ อย่างน้อยเค้าก็
เห็นความสำคัญของเธอมากกว่าความสวย"

ใช่... ของแต่ละสิ่งเกิดมาเพื่อทำหน้าที่แตกต่างกัน
ฉันจึงเปิดแสงไฟให้แถวนั้นสว่างเหมือนเดิม
เก้าอี้จึงถูกยกกลับมาวางไว้ที่เดิม

มีคนกลับมานั่งชมแสงจันทร์และแสงดาวอีกครั้ง
และฉันก็ยืนดูพระจันทร์ดูดวงดาวพร้อมกับพวกเค้า
พระจันทร์กำลังส่งยิ้มให้ฉัน

สุขใจ..ที่จะเป็นผู้ให้...


มือของผู้ให้..อยู่สูงกว่ามือของผู้รับ...
ชื่อของผู้ให้...น่าจดจำกว่าชื่อของผู้ขอ..
เกียรติของผู้ให้...กรุ่นหอมอยู่เหนือกาลสมัย..
ยิ่งกว่าเกียรติศักดิ์ของนักรบและปวงวีรบุรุษ..

การให้.
แค่เพียงคิดจะทำ..ใจก็ยังเป็นสุข..
ครั้นได้ให้แล้ว...จิตใจก็แช่มชื่นเบิกบาน...
เมื่อวันเวลาผ่านไป..
หวนกลับไปรำลึกถึงดวงหน้าอันเปี่ยมสุขของผู้รับ...
ความปีติสุขก็ย้อนกลับมาทำให้หัวใจอิ่มเอม...

การให้...
จึงเป็นความสุขแท้ทั้งเวลาก่อนให้..
ขณะที่ให้..
และหลังจากได้ให้ไปแล้ว...

การเสียสละ..แบ่งปัน...
เป็นทั้งความ..สมาน..
คือ...ความสามัคคีปรองดองระหว่างกันและกัน
และเป็นกุศโลบายในการสร้างความ..เสมอ..
คือ..ให้คนทุกคนมองเห็นกัวอกของคนอื่น..
เมื่อมนุษย์รู้จักแบ่งปันแก่กันและกัน..
อันมีพื้นฐานมาจากการมีอัชฌาศัยกว้างขวางเอื้ออารีเช่นนี้
ศานติภาพท่ามกลางความแตกต่างก็จะเกิดมีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก...


หากปราศจากรากฐานอันมั่นคงแข็งแกร่ง..
ไหนเลยรูปรอยแห่งมหาวิหารอันโอฬาริก
จะก่อกำเนิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้
บุคคลผู้ยิ่งใหญ่หากสิ้นไร้ซึ่งผู้เสียสละ
ที่อุทิศตนยืนหลบฉากอยู่เบื้องหลัง
คอยส่งกำลังใจ..เสนอความคิด..
อุทิศตนเป็นดังอิฐก้อนแรกให้ย่างเหยียบ..
ไหนเลยจะเผยอตนขึ้นสู่หอคอยแห่งเกียรติยศได้อย่างทระนง...

คนที่ไม่เคยเป็นผู้ให้...ย่อมยากที่จะได้รับ..
“การให้”..มองอย่างธรรมดาดูเหมือนว่า..เป็นการสูญเสีย..
แต่แท้ที่จริงแล้ว...
ผู้ให้ คือ..ผู้ที่ได้รับต่างหาก..
คนที่เป็นผู้ให้จึงมีเกียรติคุณเกริกกรรจายชั่วฟ้าดินสลาย
ทั้งนี้นั่นเป็นเพราะ
“...โลกคารวะผู้ให้...
แต่บอดใบ้ต่อผู้กอบโกยและโกงกิน...”

ท้องฟ้ายามแลง ณ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา...




 
Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.